ข้ามไปยังเนื้อหา

โครงงานทดลองการปลูกผักแบบธรรมชาติ

1.  ส่วนประกอบของผิวโลก

พื้นผิวโลกประกอบด้วยส่วนต่างๆ โดยแบ่งออกเป็น 4  ส่วน คือ

        1.1  ส่วนที่เป็นพื้นน้ำ

ส่วนที่เป็นพื้นน้ำ (hydrosphere) ประกอบด้วย ห้วย หนอง คลอง บึง ลำธาร ทะเล มหาสมุทร รวมทั้งน้ำใต้ดินและน้ำแข็งที่ขั้วโลกด้วย

        1.2  ส่วนที่เป็นพื้นดิน

ส่วนที่เป็นพื้นดิน (lithosphere) ประกอบด้วยส่วนของพื้นโลกและผิวโลกที่มีลักษณะเป็นของแข็งที่เรียกว่า เปลือกโลก (crust) ห่อหุ้มโลกโดยรอบ เปลือกโลกที่อยู่ใต้ทะเลและมหาสมุทรจะมีความหนาประมาณ 5  กิโลเมตร เปลือกโลกบนพื้นดินส่วนที่มีความหนามากที่สุด คือ บริเวณเทือกเขา ภูเขา ที่ราบสูง หุบเหว จะมีความหนาประมาณ 70  กิโลเมตร

        1.3 ส่วนที่เป็นบรรยากาศ

บรรยากาศ (atmosphere) ประกอบด้วยส่วนที่เป็นแก๊สห่อหุ้มโลกโดยรอบ ประกอบด้วยแก๊สไนโตรเจน 78% ออกซิเจน 21% คาร์บอนไดออกไซด์ 0.03% ที่เหลือเป็นแก๊สฮีเลียม มีเทน และไฮโดรเจน บรรยากาศช่วยป้องกันรังสีที่เป็นอันตรายจากดวงอาทิตย์ และยอมให้รังสีที่มีประโยชน์ต่อสิ่งมีชีวิตผ่านเข้ามาถึงพื้นโลกได้

        1.4  ส่วนที่เป็นสิ่งมีชีวิต

ส่วนที่เป็นสิ่งมีชีวิต (biosphere) คือส่วนที่มีสิ่งที่มีชีวิตอาศัยอยู่ เมื่อประมาณ 3,000 ล้านปีมาแล้ว เริ่มมีสิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่ทุกส่วนของโลก ทั้งในน้ำ บนบก และในอากาศ ซึ่งประกอบด้วย พืช สัตว์ และจุลินทรีย์ อาศัยอยู่ในบริเวณที่ไม่เหมาะสม ซึ่งสิ่งมีชีวิตแต่ละชนิดจะมีความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งมีชีวิตด้วยกันเอง และยังมีความสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อมอีกด้วย

ทดสอบปฏิกิริยาของดิน

วัตถุประสงค์

เพื่อศึกษาการวัดหาค่า pH ในดิน

หลักการ

การที่ดินเป็นกรดมากขึ้นนั้นเป็นสิ่งที่ไม่พึงประสงค์ทางการเพาะปลูก โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้า pH ของดินมีค่า 5 หรือต่ำกว่านั้น เพราะว่าส่วนใหญ่ของธาตุอาหารที่พืชได้จากดินเป็นประโยชน์ต่อพืชน้อยลง ขณะเดียวกันธาตุบางอย่างเช่น  Al และ Mn อาจจะมีปริมาณมากขึ้นจนเป็นพิษต่อพืช นอกจากนี้กิจกรรมของจุลินทรีย์ในดินที่เป็นประโยชน์ต่อพืชก็ลดลงด้วย ช่วง pH ที่เหมาะสมต่อการปลูกพืช คือ 6.5 – 7

อุปกรณ์และสารเคมี

  1. ตัวอย่างดิน
  2. pH meter
  3. beaker
  4. แท่งแก้วคนสาร
  5. กระบอกตวง
  6. น้ำกลั่น
  7. สารละลาย 1 N KCl

วิธีการศึกษา

การวัด pH ของดินโดยใช้ pH meter

  1. ใช้บีกเกอร์ขนาด 50 ml จำนวน 3 ใบ ทำการทดลองดังนี้
    1. บีกเกอร์ที่ 1 ชั่งตัวอย่างดิน 10 กรัม เติมน้ำกลั่นลงไป 25 มล.
    2. บีกเกอร์ที่ 2 ชั่งตัวอย่างดิน 20 กรัม เติมน้ำกลั่นลงไป 20 มล.
    3. บีกเกอร์ที่ 1 ชั่งตัวอย่างดิน 10 กรัม เติม 1 M KCl ลงไป 25 มล.
  2. ใช้แท่งแก้วคนให้ทั่ว ทิ้งไว้ประมาณ ครึ่งชั่วโมง แล้ววัดค่า pH ด้วย pH meter
  3. บันทึกผลการทดลอง

รายงานบทปฏิบัติการที่ 4 ปฏิกิริยาของดิน

 

ชื่อสกุล ………………………………………………………………… section ………….

 

ผลการศึกษา

 

ตัวอย่างดิน

pH ในน้ำ 1 : 1

pH ในน้ำ 1: 2.5

pH ใน 1 M KCl

       
       
       

 

วิเคราะห์ผลการศึกษา

…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..

สรุปและข้อเสนอแนะ

…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………

 

แล้วเราจะเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ให้แก่ดินด้วยการปรับปรุงค่า pH ได้อย่างไร ?

เริ่มแรกเราต้องทราบค่า pH ของดินในพื้นที่เราก่อน เพื่อทำการปรับปรุงให้เหมาะสมแก่การปลูกพืช ค่า pH นั้นเป็นค่าที่วัดระดับความเปรี้ยวหรือเค็มของดิน โดยแบ่งออกเป็นช่วงตั้งแต่ 1-14 เมื่อดินอยู่ระดับที่มีค่า pH ที่เหมาะสมประมาณ 6.0-7.5 ที่ระดับ pH นี้แร่ธาตุอาหารส่วนใหญ่จะสามารถละลายได้เต็มที่ และรากของพืชจะสามารถดูดซึมแร่ธาตุได้ก็ต่อเมื่อมันละลายแล้วเท่านั้น แต่เมื่อค่า pH นั้นลดต่ำกว่า 6 หมายถึงความเป็นกรดสูงการละลายของไนโตรเจน ฟอสฟอรัส และโพแทสเซียมจะไม่ค่อยดี ซึ่งทำให้มีธาตุอาหารเหล่านี้ในดินน้อยลง เช่นเดียวกันกับเมื่อค่า pH เพิ่มขึ้นเกิน 7.5 ธาตุเหล็กแมงกานีส และฟอสฟอรัสก็จะมีปริมาณน้อยลง เนื่องจากไม่สามารถละลายสู่ดินที่เค็มเกินไปได้

วิธีง่ายๆ ในการทดสอบดินเปรี้ยวหรือดินเค็ม ก็คือ ลองตักดินหนึ่งช้อนโต๊ะใส่ในน้ำฝน 1 แก้ว และเติมแอมโมเนียลงในแก้วประมาณ เศษ 2/3 ของแก้ว คนให้เข้ากันและทิ้งไว้สองชั่วโมงผลที่ได้ถ้าหากน้ำใสคือดินมีความเค็ม หากน้ำยังขุ่นอยู่หมายถึงดินเปรี้ยวและเป็นกรด

หากต้องการทราบข้อมูลเกี่ยวกับค่า pH อย่างละเอียดมากขึ้นท่านสามารถส่งตัวอย่างดินของท่านตรวจสอบที่ห้องแลปของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ได้โดยท่านอาจจะซื้อเครื่องมือตรวจสอบ pH ของดินมาตรวจเองก็ได้

การปรับปรุงดินให้ดีขึ้นนั้นสามารถทำได้หลายวิธี หนึ่งในวิธีที่ไม่ยุ่งยากนั้นก็คือการเพิ่มอินทรียวัตถุให้กับดิน อย่างเช่น การใส่วัสดุธรรมชาติ แร่ธาตุ มูลสัตว์ หรือ ปุ๋ยอินทรีย์ ซึ่งมักจะช่วยให้ดินที่เค็มหรือเปรี้ยวส่วนใหญ่ มีสภาพที่เป็นกลางมากขึ้นสำหรับดินที่มีสภาพเป็นกรดมาก การแก้ไขอาจจะต้องมีการเติมปูนขาวลงในดินก่อนฤดูการเพาะปลูก ซึ่งปูนขาวนั้นจะย่อยสลายอย่างช้าๆในดินโดยปริมาณการใส่นั้น อาจจะใส่ในปริมาณ 50-100 กิโลกรัม ต่อ 1 ไร่ เพื่อเพิ่มค่า pH ให้สูงขึ้น 1 ขั้น โดยส่วนใหญ่แล้วเรามักจะเติมปูนขาวลงในดินเหนียวมากกว่าดินทราย ดังนั้นเราจำเป็นต้องรู้ค่า pH ตั้งต้นของดินก่อนที่จะทำการปรับปรุง ในบางกรณีเราอาจจะใส่ขี้เถ้าทุกๆสองสามปีเพื่อผลที่รวดเร็วขึ้น แต่ควรระวังว่าอย่าใส่มากเกิน 1 ตันต่อไร่

ในพื้นที่มีดินเค็มนั้นการปรับปรุงสามารถทำได้โดยเติมกำมะถัน แต่ปริมาณการเติมนั้นก็ย่อมขึ้นอยู่กับค่า pH เริ่มต้นของดินเช่นกัน เพื่อความมั่นใจเราอาจจะต้องทำการส่งดินตรวจสอบและอ้างอิงคำแนะนำจากผลการตรวจดินในการแก้ไขเพื่อให้ได้ประสิทธิภาพสูงสุด สำหรับท่านที่สนใจค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับดินเสื่อมโทรมเพิ่มเติมสามารถเข้าไปเยี่ยมชมได้ตาม link ด้านล่างนี้ได้ด้วย

http://www.kasetonline.net/html/index.php?d=609

การปลูกพืชผักสวนครัวในแปลงปลูก 

มีขั้นตอน  คือ   

         1.1  การพรวนดิน  ใช้จอบขุดดินลึกประมาณ 6 นิ้ว เพื่อพรวนดินให้มีโครงสร้างดีขึ้น กำจัดวัชพืชในดินกำจัดไข่แมลงหรือโรคพืชที่อยู่ในดิน โดยการพรวนดินตากทิ้งไว้ประมาณ 7-15 วัน          

            1.2  การยกแปลง  ใช้จอบพรวนยกแปลงสูงประมาณ 4-5 นิ้ว จากผิวดิน โดยมีความกว้างประมาณ 1-1.20 เมตร ส่วนความยาวควรเป็นตามลักษณะของพื้นที่หรืออาจแบ่งเป็นแปลงย่อยๆ ตามความเหมาะสม ความยาวของแปลงนั้นควรอยู่ในแนวทิศเหนือ-ใต้ ทั้งนี้เพื่อให้ผักได้รับแสงแดดทั่วทั้งแปลง

              1.3  การปรับปรุงเนื้อดิน  เนื้อดินที่ปลูกผักควรเป็นดินร่วนแต่สภาพดินเดิมนั้นอาจจะเป็นดินทรายหรือดินเหนียว จำเป็นต้องปรับปรุงให้เนื้อดินดีขึ้นโดยการใส่ปุ๋ยหมักหรือปุ๋ยคอก อัตราประมาณ 2-3 กิโลกรัม ต่อเนื้อที่ 1 ตารางเมตร คลุกเคล้าให้เข้ากัน

               1.4  การกำหนดหลุมปลูก   จะกำหนดภายหลังจากเลือกชนิดผักต่าง ๆ แล้วเพราะว่าผักแต่ละชนิดจะใช้ระยะปลูกที่แตกต่างกัน เช่น พริก ควรใช้ระยะ 75 x 100 เซนติเมตร ผักบุ้งจะเป็น  5 x 5 เซนติเมตร เป็นต้น


ผักอาบยาพิษ คือต้นกำเนิดแห่งวิกฤตของสุขภาพและสิ่งแวดล้อม ร่วมคัดกรองผักไม่ปลอดภัยออกจากท้องตลาด เพื่อยุติอัตราการเจ็บป่วยของผู้บริโภคและเกษตรกรจากพิษภัยของสารเคมี

ผักปลอดสารพิษ ตอน 1 Part 1/5

ผักปลอดสารพิษ ตอน 1 Part 2/5

ผักปลอดสารพิษ ตอน 1 Part 3/5

ผักปลอดสารพิษ ตอน 1 Part 4/5

ผักปลอดสารพิษ ตอน 1 Part 5/5

 

Hello world!

Welcome to WordPress.com. After you read this, you should delete and write your own post, with a new title above. Or hit Add New on the left (of the admin dashboard) to start a fresh post.

Here are some suggestions for your first post.

  1. You can find new ideas for what to blog about by reading the Daily Post.
  2. Add PressThis to your browser. It creates a new blog post for you about any interesting  page you read on the web.
  3. Make some changes to this page, and then hit preview on the right. You can alway preview any post or edit you before you share it to the world.
ติดตาม

Get every new post delivered to your Inbox.