Skip to content

โครงงานทดลองการปลูกผักแบบธรรมชาติ

มิถุนายน 15, 2011

1.  ส่วนประกอบของผิวโลก

พื้นผิวโลกประกอบด้วยส่วนต่างๆ โดยแบ่งออกเป็น 4  ส่วน คือ

        1.1  ส่วนที่เป็นพื้นน้ำ

ส่วนที่เป็นพื้นน้ำ (hydrosphere) ประกอบด้วย ห้วย หนอง คลอง บึง ลำธาร ทะเล มหาสมุทร รวมทั้งน้ำใต้ดินและน้ำแข็งที่ขั้วโลกด้วย

        1.2  ส่วนที่เป็นพื้นดิน

ส่วนที่เป็นพื้นดิน (lithosphere) ประกอบด้วยส่วนของพื้นโลกและผิวโลกที่มีลักษณะเป็นของแข็งที่เรียกว่า เปลือกโลก (crust) ห่อหุ้มโลกโดยรอบ เปลือกโลกที่อยู่ใต้ทะเลและมหาสมุทรจะมีความหนาประมาณ 5  กิโลเมตร เปลือกโลกบนพื้นดินส่วนที่มีความหนามากที่สุด คือ บริเวณเทือกเขา ภูเขา ที่ราบสูง หุบเหว จะมีความหนาประมาณ 70  กิโลเมตร

        1.3 ส่วนที่เป็นบรรยากาศ

บรรยากาศ (atmosphere) ประกอบด้วยส่วนที่เป็นแก๊สห่อหุ้มโลกโดยรอบ ประกอบด้วยแก๊สไนโตรเจน 78% ออกซิเจน 21% คาร์บอนไดออกไซด์ 0.03% ที่เหลือเป็นแก๊สฮีเลียม มีเทน และไฮโดรเจน บรรยากาศช่วยป้องกันรังสีที่เป็นอันตรายจากดวงอาทิตย์ และยอมให้รังสีที่มีประโยชน์ต่อสิ่งมีชีวิตผ่านเข้ามาถึงพื้นโลกได้

        1.4  ส่วนที่เป็นสิ่งมีชีวิต

ส่วนที่เป็นสิ่งมีชีวิต (biosphere) คือส่วนที่มีสิ่งที่มีชีวิตอาศัยอยู่ เมื่อประมาณ 3,000 ล้านปีมาแล้ว เริ่มมีสิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่ทุกส่วนของโลก ทั้งในน้ำ บนบก และในอากาศ ซึ่งประกอบด้วย พืช สัตว์ และจุลินทรีย์ อาศัยอยู่ในบริเวณที่ไม่เหมาะสม ซึ่งสิ่งมีชีวิตแต่ละชนิดจะมีความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งมีชีวิตด้วยกันเอง และยังมีความสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อมอีกด้วย

ทดสอบปฏิกิริยาของดิน

วัตถุประสงค์

เพื่อศึกษาการวัดหาค่า pH ในดิน

หลักการ

การที่ดินเป็นกรดมากขึ้นนั้นเป็นสิ่งที่ไม่พึงประสงค์ทางการเพาะปลูก โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้า pH ของดินมีค่า 5 หรือต่ำกว่านั้น เพราะว่าส่วนใหญ่ของธาตุอาหารที่พืชได้จากดินเป็นประโยชน์ต่อพืชน้อยลง ขณะเดียวกันธาตุบางอย่างเช่น  Al และ Mn อาจจะมีปริมาณมากขึ้นจนเป็นพิษต่อพืช นอกจากนี้กิจกรรมของจุลินทรีย์ในดินที่เป็นประโยชน์ต่อพืชก็ลดลงด้วย ช่วง pH ที่เหมาะสมต่อการปลูกพืช คือ 6.5 – 7

อุปกรณ์และสารเคมี

  1. ตัวอย่างดิน
  2. pH meter
  3. beaker
  4. แท่งแก้วคนสาร
  5. กระบอกตวง
  6. น้ำกลั่น
  7. สารละลาย 1 N KCl

วิธีการศึกษา

การวัด pH ของดินโดยใช้ pH meter

  1. ใช้บีกเกอร์ขนาด 50 ml จำนวน 3 ใบ ทำการทดลองดังนี้
    1. บีกเกอร์ที่ 1 ชั่งตัวอย่างดิน 10 กรัม เติมน้ำกลั่นลงไป 25 มล.
    2. บีกเกอร์ที่ 2 ชั่งตัวอย่างดิน 20 กรัม เติมน้ำกลั่นลงไป 20 มล.
    3. บีกเกอร์ที่ 1 ชั่งตัวอย่างดิน 10 กรัม เติม 1 M KCl ลงไป 25 มล.
  2. ใช้แท่งแก้วคนให้ทั่ว ทิ้งไว้ประมาณ ครึ่งชั่วโมง แล้ววัดค่า pH ด้วย pH meter
  3. บันทึกผลการทดลอง

รายงานบทปฏิบัติการที่ 4 ปฏิกิริยาของดิน

 

ชื่อสกุล ………………………………………………………………… section ………….

 

ผลการศึกษา

 

ตัวอย่างดิน

pH ในน้ำ 1 : 1

pH ในน้ำ 1: 2.5

pH ใน 1 M KCl

       
       
       

 

วิเคราะห์ผลการศึกษา

…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..

สรุปและข้อเสนอแนะ

…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………

 

แล้วเราจะเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ให้แก่ดินด้วยการปรับปรุงค่า pH ได้อย่างไร ?

เริ่มแรกเราต้องทราบค่า pH ของดินในพื้นที่เราก่อน เพื่อทำการปรับปรุงให้เหมาะสมแก่การปลูกพืช ค่า pH นั้นเป็นค่าที่วัดระดับความเปรี้ยวหรือเค็มของดิน โดยแบ่งออกเป็นช่วงตั้งแต่ 1-14 เมื่อดินอยู่ระดับที่มีค่า pH ที่เหมาะสมประมาณ 6.0-7.5 ที่ระดับ pH นี้แร่ธาตุอาหารส่วนใหญ่จะสามารถละลายได้เต็มที่ และรากของพืชจะสามารถดูดซึมแร่ธาตุได้ก็ต่อเมื่อมันละลายแล้วเท่านั้น แต่เมื่อค่า pH นั้นลดต่ำกว่า 6 หมายถึงความเป็นกรดสูงการละลายของไนโตรเจน ฟอสฟอรัส และโพแทสเซียมจะไม่ค่อยดี ซึ่งทำให้มีธาตุอาหารเหล่านี้ในดินน้อยลง เช่นเดียวกันกับเมื่อค่า pH เพิ่มขึ้นเกิน 7.5 ธาตุเหล็กแมงกานีส และฟอสฟอรัสก็จะมีปริมาณน้อยลง เนื่องจากไม่สามารถละลายสู่ดินที่เค็มเกินไปได้

วิธีง่ายๆ ในการทดสอบดินเปรี้ยวหรือดินเค็ม ก็คือ ลองตักดินหนึ่งช้อนโต๊ะใส่ในน้ำฝน 1 แก้ว และเติมแอมโมเนียลงในแก้วประมาณ เศษ 2/3 ของแก้ว คนให้เข้ากันและทิ้งไว้สองชั่วโมงผลที่ได้ถ้าหากน้ำใสคือดินมีความเค็ม หากน้ำยังขุ่นอยู่หมายถึงดินเปรี้ยวและเป็นกรด

หากต้องการทราบข้อมูลเกี่ยวกับค่า pH อย่างละเอียดมากขึ้นท่านสามารถส่งตัวอย่างดินของท่านตรวจสอบที่ห้องแลปของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ได้โดยท่านอาจจะซื้อเครื่องมือตรวจสอบ pH ของดินมาตรวจเองก็ได้

การปรับปรุงดินให้ดีขึ้นนั้นสามารถทำได้หลายวิธี หนึ่งในวิธีที่ไม่ยุ่งยากนั้นก็คือการเพิ่มอินทรียวัตถุให้กับดิน อย่างเช่น การใส่วัสดุธรรมชาติ แร่ธาตุ มูลสัตว์ หรือ ปุ๋ยอินทรีย์ ซึ่งมักจะช่วยให้ดินที่เค็มหรือเปรี้ยวส่วนใหญ่ มีสภาพที่เป็นกลางมากขึ้นสำหรับดินที่มีสภาพเป็นกรดมาก การแก้ไขอาจจะต้องมีการเติมปูนขาวลงในดินก่อนฤดูการเพาะปลูก ซึ่งปูนขาวนั้นจะย่อยสลายอย่างช้าๆในดินโดยปริมาณการใส่นั้น อาจจะใส่ในปริมาณ 50-100 กิโลกรัม ต่อ 1 ไร่ เพื่อเพิ่มค่า pH ให้สูงขึ้น 1 ขั้น โดยส่วนใหญ่แล้วเรามักจะเติมปูนขาวลงในดินเหนียวมากกว่าดินทราย ดังนั้นเราจำเป็นต้องรู้ค่า pH ตั้งต้นของดินก่อนที่จะทำการปรับปรุง ในบางกรณีเราอาจจะใส่ขี้เถ้าทุกๆสองสามปีเพื่อผลที่รวดเร็วขึ้น แต่ควรระวังว่าอย่าใส่มากเกิน 1 ตันต่อไร่

ในพื้นที่มีดินเค็มนั้นการปรับปรุงสามารถทำได้โดยเติมกำมะถัน แต่ปริมาณการเติมนั้นก็ย่อมขึ้นอยู่กับค่า pH เริ่มต้นของดินเช่นกัน เพื่อความมั่นใจเราอาจจะต้องทำการส่งดินตรวจสอบและอ้างอิงคำแนะนำจากผลการตรวจดินในการแก้ไขเพื่อให้ได้ประสิทธิภาพสูงสุด สำหรับท่านที่สนใจค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับดินเสื่อมโทรมเพิ่มเติมสามารถเข้าไปเยี่ยมชมได้ตาม link ด้านล่างนี้ได้ด้วย

http://www.kasetonline.net/html/index.php?d=609

การปลูกพืชผักสวนครัวในแปลงปลูก 

มีขั้นตอน  คือ   

         1.1  การพรวนดิน  ใช้จอบขุดดินลึกประมาณ 6 นิ้ว เพื่อพรวนดินให้มีโครงสร้างดีขึ้น กำจัดวัชพืชในดินกำจัดไข่แมลงหรือโรคพืชที่อยู่ในดิน โดยการพรวนดินตากทิ้งไว้ประมาณ 7-15 วัน          

            1.2  การยกแปลง  ใช้จอบพรวนยกแปลงสูงประมาณ 4-5 นิ้ว จากผิวดิน โดยมีความกว้างประมาณ 1-1.20 เมตร ส่วนความยาวควรเป็นตามลักษณะของพื้นที่หรืออาจแบ่งเป็นแปลงย่อยๆ ตามความเหมาะสม ความยาวของแปลงนั้นควรอยู่ในแนวทิศเหนือ-ใต้ ทั้งนี้เพื่อให้ผักได้รับแสงแดดทั่วทั้งแปลง

              1.3  การปรับปรุงเนื้อดิน  เนื้อดินที่ปลูกผักควรเป็นดินร่วนแต่สภาพดินเดิมนั้นอาจจะเป็นดินทรายหรือดินเหนียว จำเป็นต้องปรับปรุงให้เนื้อดินดีขึ้นโดยการใส่ปุ๋ยหมักหรือปุ๋ยคอก อัตราประมาณ 2-3 กิโลกรัม ต่อเนื้อที่ 1 ตารางเมตร คลุกเคล้าให้เข้ากัน

               1.4  การกำหนดหลุมปลูก   จะกำหนดภายหลังจากเลือกชนิดผักต่าง ๆ แล้วเพราะว่าผักแต่ละชนิดจะใช้ระยะปลูกที่แตกต่างกัน เช่น พริก ควรใช้ระยะ 75 x 100 เซนติเมตร ผักบุ้งจะเป็น  5 x 5 เซนติเมตร เป็นต้น


ผักอาบยาพิษ คือต้นกำเนิดแห่งวิกฤตของสุขภาพและสิ่งแวดล้อม ร่วมคัดกรองผักไม่ปลอดภัยออกจากท้องตลาด เพื่อยุติอัตราการเจ็บป่วยของผู้บริโภคและเกษตรกรจากพิษภัยของสารเคมี

ผักปลอดสารพิษ ตอน 1 Part 1/5

ผักปลอดสารพิษ ตอน 1 Part 2/5

ผักปลอดสารพิษ ตอน 1 Part 3/5

ผักปลอดสารพิษ ตอน 1 Part 4/5

ผักปลอดสารพิษ ตอน 1 Part 5/5

 

From → Uncategorized

ให้ความเห็น

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: